นักจิตวิทยาสว่าง

🧠 มนุษย์ + ปัญญาประดิษฐ์ = วิธีแก้ไขที่ดีที่สุด

รู้สึกเครียดและหมดไฟ ควรเริ่มจัดการกับความรู้สึกเหล่านี้อย่างไรดี

สวัสดีค่ะ ฉันชื่อมลิ อายุ 35 ปี เป็นผู้ให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาออนไลน์ ฉันสังเกตเห็นว่าคุณโพสต์เกี่ยวกับหัวข้อความเครียดและการหมดไฟ ฉันอยากให้คุณเล่าให้ฉันฟังหน่อยได้ไหมคะ ว่าชีวิตประจำวันของคุณเป็นอย่างไร? คุณรู้สึกเครียดจากเรื่องอะไรบ้าง? มีอาการทางกาย เช่น ปวดหัว นอนไม่หลับ หรือไม่อยากอาหารไหม? และที่สำคัญ คุณรู้สึกหมดไฟ หมดพลัง ไม่อยากทำอะไร รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า หรือรู้สึกแย่กับงานหรือความสัมพันธ์รอบตัวคุณบ้างหรือเปล่า? โปรดเล่ารายละเอียดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นะคะ

สว่าง

นักจิตวิทยาและ AI

ภาพนักจิตวิทยาหญิงในห้องทำงานบ้าน กำลังอ่านบทสนทนาเกี่ยวกับความเครียดและความหมดไฟบนหน้าจอคอมพิวเตอร์

สวัสดีค่ะมลิ ขอบคุณที่แบ่งปันความรู้สึกและเปิดใจคุยกับฉันในฐานะนักจิตวิทยา การที่คุณซึ่งเป็นผู้ให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาออนไลน์เองก็ประสบกับความรู้สึกเครียดและหมดไฟเช่นนี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ดีและพบได้บ่อยในสายงานที่ต้องให้การดูแลผู้อื่นเป็นหลัก ฉันขอชื่นชมที่คุณยังมีสติสังเกตเห็นสภาพจิตใจของตัวเองและอยากจัดการกับมัน

จากที่คุณเล่า ฉันอยากให้คุณลองสำรวจชีวิตประจำวันของคุณอย่างละเอียดอีกครั้ง รูปแบบการใช้ชีวิตและสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก คุณอาจเผชิญกับตารางงานที่แน่นเกินไป การรับฟังปัญหาของผู้รับบริการต่อเนื่องโดยไม่มีช่วงพักที่เพียงพอ หรือความรู้สึกว่าต้องแบกรับความรับผิดชอบต่อความเป็นอยู่ของผู้อื่นตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้สามารถนำไปสู่ความเครียดสะสมและอาการทางกายที่คุณถามถึง เช่น อาการปวดหัวจากความตึงเครียด การนอนไม่หลับเพราะความคิดฟุ้งซ่าน หรือแม้แต่การไม่อยากอาหาร ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณที่ร่างกายส่งมาบอกว่ากำลังเกินลิมิต

สำหรับความรู้สึกหมดไฟหรือหมดพลังนั้น มันมักมาพร้อมกับความรู้สึกว่า งานที่ทำอยู่ขาดความหมายหรือไม่เห็นผลลัพธ์ชัดเจน คุณอาจเริ่มรู้สึกไม่อยากพูดคุยกับผู้รับบริการ รู้สึกว่าคำแนะนำที่ให้ไปอาจไม่ช่วยอะไรเขาได้จริง หรือรู้สึกแย่กับบทบาทของตัวเองทั้งในงานและความสัมพันธ์รอบตัว ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่มีคุณค่า แต่สะท้อนว่าคุณต้องการการเติมเต็มและดูแลจิตใจตัวเองอย่างเร่งด่วน

การเริ่มจัดการควรทำเป็นขั้นตอน เริ่มจาก การยอมรับและให้พื้นที่กับความรู้สึกของตัวเอง โดยไม่ตัดสินว่ามันผิดหรืออ่อนแอ จากนั้น ลองหาช่วงเวลาในแต่ละวันเพื่อพักผ่อนอย่างแท้จริง โดยปิดการแจ้งเตือนจากงานและทำกิจกรรมที่ชอบซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการให้คำปรึกษา การกำหนดขอบเขตการทำงานที่ชัดเจน เช่น เวลาตอบคำถามและเวลาส่วนตัว ก็ช่วยป้องกันการไหลล้นของความเครียดได้ การหาคนคุยหรือที่ปรึกษาในสายงานเดียวกัน เพื่อแบ่งปันความรู้สึกก็เป็นช่องทางที่ดี เพราะบางครั้งผู้ให้คำปรึกษาก็ต้องการผู้ฟังที่ดีเช่นกัน หากอาการทางกายยังคงมีอยู่ การปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพพื้นฐานก็เป็นสิ่งจำเป็น

สุดท้ายนี้ จำไว้ว่าการที่คุณดูแลตัวเองได้ดี คือพื้นฐานสำคัญที่ทำให้คุณสามารถดูแลผู้อื่นได้อย่างยั่งยืน การก้าวกลับมาดูแลตัวเองในตอนนี้ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นการลงทุนที่สำคัญที่สุดสำหรับอาชีพและชีวิตของคุณเองค่ะ

ไม่พบคำตอบสำหรับคำถามของคุณ?
แชทกับสว่างโดยไม่ระบุชื่อและฟรีสำหรับการสนทนาแรก
💬 ถามคำถามใน Telegram