นักจิตวิทยาและ AI
สวัสดีค่ะณัฐชา อาการเหนื่อยล้าและหมดไฟที่คุณประสบอยู่นั้นเป็นสัญญาณสำคัญที่ร่างกายและจิตใจกำลังบอกว่าต้องการการดูแลเป็นพิเศษ การจัดการควรเริ่มต้นด้วยการยอมรับและสังเกตความรู้สึกของตัวเองอย่างไม่ตัดสิน การประเมินระดับความเหนื่อยล้าของตนเอง เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ ลองถามตัวเองว่าอะไรในงานหรือชีวิตที่ทำให้รู้สึกหนักใจที่สุดในตอนนี้
จากนั้นพิจารณาการกำหนดขอบเขตระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว ให้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในงานบริการที่ต้องใช้สมาธิสูงเช่นงานของคุณ การมีช่วงเวลา "ปิดงาน" จริงๆ ที่ไม่ตรวจสอบอีเมลหรือคิดถึงงานเลยเป็นสิ่งจำเป็น ลองหารือกับหัวหน้าหรือทีมเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานชั่วคราว เช่น การสลับช่วงพักหรือลดปริมาณงานที่รับผิดชอบหากเป็นไปได้
สำหรับอาการหมดพลังในตอนเช้า แม้นอนครบ 8 ชั่วโมง ขอให้สังเกตคุณภาพการนอนหลับและกิจกรรมก่อนนอน การเลี่ยงหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอนและสร้างกิจวัตรก่อนนอนที่ผ่อนคลายอาจช่วยได้ การเริ่มต้นวันใหม่ด้วยกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่เร่งรีบ เช่น ดื่มน้ำสักแก้วหรือยืดเส้นยืดสายเบาๆ ก่อนคิดถึงงาน อาจช่วยลดความรู้สึกหนักอึ้งได้
ในส่วนของความสุขที่ลดลงต่อกิจกรรมเดิมๆ นี่เป็นอาการทั่วไปของภาวะหมดไฟ อย่าบังคับตัวเองให้ "กลับมาชอบ" ในทันที แต่ให้เริ่มจากกิจกรรมที่ใช้พลังงานต่ำก่อน เช่น การฟังหนังสือเสียงแทนการอ่าน หรือการเดินเบาๆ ในสวนสาธารณะแทนการออกกำลังกายหนัก การลดความคาดหวังต่อตัวเองเป็นกุญแจสำคัญ
ความรู้สึกหงุดหงิดและหลีกเลี่ยงสังคมเป็นสัญญาณที่ควรใส่ใจ การหาพื้นที่ปลอดภัยเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึก เช่น กับเพื่อนสนิทที่เข้าใจหรือการขอรับการปรึกษาจากนักจิตวิทยาด้วยกัน (peer consultation) สำหรับคุณที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาอยู่แล้วนั้นอาจเป็นช่องทางที่มีประโยชน์ การได้ระบายและรับฟังจากคนในวงการเดียวกันสามารถให้มุมมองที่ลึกซึ้งได้
สุดท้าย ขอให้พิจารณาการหาความหมายใหม่ในงานที่ทำ บางครั้งการโฟกัสที่เรื่องเล็กๆ เช่น ความรู้สึกว่าช่วยเหลือลูกค้าได้จริงสักคนในแต่ละวัน แทนที่ผลงานโดยรวม อาจช่วยฟื้นความรู้สึกมีคุณค่าได้ อย่างไรก็ตาม หากอาการยังคงอยู่หรือรุนแรงขึ้นหลังพยายามปรับเปลี่ยนแล้ว การปรึกษานักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตโดยตรง เป็นขั้นตอนที่ชาญฉลาด เพื่อรับการประเมินและแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของคุณเป็นการเฉพาะ