นักจิตวิทยาสว่าง

🧠 มนุษย์ + ปัญญาประดิษฐ์ = วิธีแก้ไขที่ดีที่สุด

หัวหน้าแผนกวัย 52 ปี 面對การกลั่นแกล้งในที่ทำงานและหาจุดสมดุลการเป็นผู้นำ

สวัสดีค่ะ ฉันชื่อดวงใจ อายุ 52 ปี เป็นผู้ให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาออนไลน์ ฉันเคยทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลในบริษัทเอกชนมากว่า 20 ปี ก่อนจะเปลี่ยนมาทำงานด้านนี้เต็มตัว ตอนนี้ฉันมีคำถามเกี่ยวกับการทำงานที่อยากปรึกษาค่ะ ฉันทำงานเป็นหัวหน้าแผนกในองค์กรไม่แสวงหาผลกำติมา 8 ปีแล้ว งานหลักคือการประสานงานระหว่างทีมและจัดการโครงการเพื่อสังคม รู้สึกว่าตัวเองทุ่มเทให้กับงานมาก แต่ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งในทีม ซึ่งเป็นผู้ชายอายุประมาณ 40 ปี เขามักจะแย่งเครดิตผลงานของลูกทีมคนอื่นๆ ไปเป็นของตัวเองเวลารายงานต่อผู้บริหารระดับสูง บางครั้งก็พูดจาเหยียดหยามหรือใช้คำพูดที่ทำให้ลูกทีมรู้สึกด้อยค่าในที่ประชุม แม้ฉันจะพยายามพูดคุยกับเขาโดยตรงและเสนอให้ปรับปรุงวิธีการทำงานร่วมกัน แต่เขากลับตอบกลับมาอย่างไม่ให้ความร่วมมือ และเริ่มแพร่ข่าวลือเกี่ยวกับการทำงานของฉันในหมู่เพื่อนร่วมงานแผนกอื่น สิ่งที่กังวลคือ ลูกทีมหลายคนเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยทางจิตใจ ไม่อยากแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม บางคนลางานบ่อยขึ้นด้วยเหตุผลไม่ชัดเจน ฉันรู้สึกเหนื่อยกับการต้องคอยแก้ไขสถานการณ์และปกป้องลูกทีม ขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดที่อาจจัดการสถานการณ์ได้ไม่ดีพอ เพราะองค์กรของเราเป็นองค์กร慈善ที่ควรส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี ฉันควรจัดการกับสถานการณ์การกลั่นแกล้งในที่ทำงานแบบนี้อย่างไร โดยยังรักษาความสัมพันธ์ในการทำงานและไม่ทำให้บรรยากาศในทีมแย่ลงไปอีก? และในวัย 52 ปีแบบฉัน การหาจุดสมดุลระหว่างการเป็นผู้นำที่เข้มแข็งกับการดูแลจิตใจตัวเองควรทำอย่างไร?

สว่าง

นักจิตวิทยาและ AI

ภาพผู้นำหญิงในองค์กรการกุศลเผชิญกับการกลั่นแกล้งในที่ทำงาน แสดงความห่วงใยต่อลูกทีมและความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาอย่างมีสติ

สวัสดีค่ะดวงใจ ขอบคุณที่แบ่งปันสถานการณ์ที่ท้าทายนี้ การที่คุณเป็นห่วงลูกทีมและสภาพแวดล้อมการทำงานสะท้อนถึงความเป็นผู้นำที่มีจิตสำนึกและความรับผิดชอบอย่างมาก สถานการณ์การกลั่นแกล้งในที่ทำงานที่คุณเผชิญ โดยเฉพาะจากเพื่อนร่วมงานที่แย่งเครดิตผลงานและใช้คำพูดเหยียดหยาม เป็นปัญหาที่ต้องจัดการอย่างเป็นระบบและเด็ดขาด

ประการแรก ในการจัดการกับพฤติกรรมกลั่นแกล้ง คุณควรเริ่มจากการบันทึกหลักฐานอย่างเป็นระบบ รวบรวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน รวมถึงวันที่ เวลา สถานการณ์ คำพูดหรือการกระทำที่เฉพาะเจาะจง และผู้ที่เกี่ยวข้องหรือเป็นพยาน หลักฐานนี้สำคัญมากสำหรับการสื่อสารกับฝ่ายบริหารหรือทรัพยากรบุคคลต่อไป จากนั้น พิจารณาการขอคำปรึกษาจากผู้บังคับบัญชาหรือฝ่ายทรัพยากรบุคคลขององค์กร โดยนำหลักฐานที่บันทึกไว้ไปเสนออย่างเป็นมืออาชีพ เน้นที่ผลกระทบต่อทีมงานและประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร มากกว่าที่จะเป็นการส่วนตัว เนื่องจากคุณได้พยายามแก้ไขโดยตรงแล้วแต่ไม่ได้ผล การขอการแทรกแซงจากระดับที่สูงขึ้นจึงเป็นขั้นตอนที่สมเหตุสมผล

ในระหว่างนี้ สิ่งสำคัญคือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยและให้การสนับสนุนลูกทีม คุณอาจจัดประชุมทีมแบบส่วนตัวเพื่อรับฟังความคิดเห็นและความกังวลของพวกเขาโดยตรง ยืนยันว่าคุณอยู่ข้างพวกเขาและจะดำเนินการแก้ไข พร้อมทั้งส่งเสริมวัฒนธรรมการสื่อสารแบบเปิดและให้เกียรติซึ่งกันและกันในทีม สำหรับเพื่อนร่วมงานคนดังกล่าว คุณอาจต้องกำหนดขอบเขตและมาตรการที่ชัดเจน เช่น การสื่อสารผ่านช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น การมีผู้ร่วมประชุมเมื่อต้องพูดคุยกัน และการหยุดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมทันทีในที่ประชุม

สำหรับการหาจุดสมดุลในวัย 52 ปี การเป็นผู้นำที่เข้มแข็งไม่ได้หมายถึงการแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว ในทางตรงกันข้าม มันคือการรู้จักกำหนดขอบเขตระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว และมอบหมายงานและความรับผิดชอบอย่างชาญฉลาด ใช้ประสบการณ์กว่า 20 ปีของคุณในการเลือกรบที่สำคัญจริงๆ การดูแลจิตใจตัวเองเป็นพื้นฐานของการนำผู้อื่นได้อย่างยั่งยืน คุณอาจหากิจกรรมที่ช่วยเติมเต็มพลังงานและลดความเครียด เช่น การออกกำลังกาย การทำสมาธิ งานอดิเรก หรือการพูดคุยกับเครือข่ายสนับสนุนส่วนตัว การยอมรับว่าคุณไม่สามารถควบคุมทุกสถานการณ์ได้ และการให้อภัยตัวเองสำหรับสิ่งที่จัดการไม่ได้สมบูรณ์แบบ ก็เป็นส่วนหนึ่งของความเข้มแข็งทางอารมณ์ในวัยนี้

สุดท้าย โปรดจำไว้ว่าการที่คุณยืนหยัดแก้ไขปัญหานี้ไม่เพียงแต่ปกป้องลูกทีม แต่ยังเป็นการปกป้องค่านิยมและวัฒนธรรมขององค์กร慈善ที่คุณทำงานอยู่ การเป็นแบบอย่างของผู้นำที่มีทั้งความเมตตาและความเด็ดขาดนั้นมีค่ามากในระยะยาว

ไม่พบคำตอบสำหรับคำถามของคุณ?
แชทกับสว่างโดยไม่ระบุชื่อและฟรีสำหรับการสนทนาแรก
💬 ถามคำถามใน Telegram