นักจิตวิทยาสว่าง

🧠 มนุษย์ + ปัญญาประดิษฐ์ = วิธีแก้ไขที่ดีที่สุด

ติดกับดักระหว่างโลกของความเหงากับความกลัวการสังคม: เมื่อการทำงานคนเดียวนำมาซึ่งความว้าเหว

ผมชื่อปองศักดิ์ อายุ 28 ปี เป็นชายโสดที่ทำงานเป็นนักเขียนอิสระมาสามปีแล้ว ตั้งแต่เริ่มทำงานนี้ ผมมักจะรู้สึกว่าตัวเองถูกตัดขาดจากโลกจริง เริ่มจากการที่ผมต้องนั่งทำงานคนเดียวในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมงติดต่อกัน บางครั้งผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงเครื่องจักรที่ผลิตเนื้อหา ไม่ใช่มนุษย์ที่มีความรู้สึก เมื่อสองเดือนก่อน ผมได้รับโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำงานร่วมกับทีมครั้งแรกในรอบหลายปี แต่กลับกลายเป็นว่าผมรู้สึกไม่สามารถปรับตัวได้เลย ผมว่านี่ควรจะเป็นโอกาสดีที่จะได้สังสรรค์กับผู้คน แต่กลับกลายเป็นว่าผมรู้สึกอึดอัดและหวาดกลัวทุกครั้งที่ต้องพูดคุยหรือนำเสนอไอเดีย บางครั้งผมถึงกับมีอาการหัวใจเต้นเร็วและเหงื่อออกเมื่อต้องเข้าร่วมการประชุมออนไลน์กับทีม ปัญหาไม่ได้จบแค่นั้น เมื่อกลับมาทำงานคนเดียวอีกครั้ง ผมกลับรู้สึกเหงาและว้าเหว่มากกว่าที่เคย ผมเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมผมถึงไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับทั้งสองสถานการณ์นี้ได้ ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกฉีกออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งอยากจะเปิดใจรับคนใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต แต่อีกส่วนหนึ่งกลับอยากจะหนีและซ่อนตัวอยู่ในโลกของตัวเอง ผมพยายามหาวิธีแก้ไขด้วยตัวเอง เช่น การออกกำลังกาย การนั่งสมาธิ และการพยายามพูดคุยกับคนรู้จักเก่า ๆ แต่ทุกอย่างดูเหมือนจะไม่ได้ผล ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังติดกับดักในวงจรของความเหงาและความกลัวที่ไม่รู้จักจบสิ้น ผมอยากจะถามคุณเมฆาว่าผมควรจะเริ่มต้นจัดการกับปัญหานี้อย่างไรดี? ควรจะหาคนช่วยเหลือทางจิตวิทยาหรือไม่? และถ้าหากต้องหา ผมควรจะเริ่มต้นอย่างไรในเมื่อผมรู้สึกกลัวการพูดคุยกับคนแปลกหน้า? ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะถูกความเหงากลืนกินไปทั้งเป็น

สว่าง

นักจิตวิทยาและ AI

ภาพแสดงชายหนุ่มทำงานคนเดียวในห้องเล็ก รู้สึกขัดแย้งระหว่างความต้องการเข้าสังคมกับความกลัวการปฏิสัมพันธ์

คุณปองศักดิ์ คำถามของคุณสะท้อนถึงความขัดแย้งภายในที่ลึกซึ้งระหว่างความต้องการการเชื่อมต่อกับผู้อื่น และความกลัวที่จะเปิดรับสังคม ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่พบได้บ่อยในคนที่ทำงานอิสระหรือใช้ชีวิตแบบโดดเดี่ยวเป็นเวลานาน ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องของทักษะสังคมที่ต้องปรับปรุง แต่ยังเกี่ยวข้องกับการรับมือกับอารมณ์และการปรับสมดุลระหว่างโลกภายในกับโลกภายนอกของคุณด้วย

สิ่งแรกที่ควรทำคือยอมรับว่าความรู้สึกที่คุณประสบอยู่เป็นเรื่องปกติ และไม่ใช่สัญญาณของความล้มเหลว การที่คุณรู้สึกอึดอัดกับการทำงานร่วมกับทีมหลังจากทำงานคนเดียวมานาน เป็นเรื่องธรรมชาติของการปรับตัวทางจิตวิทยา (psychological adjustment) ที่ต้องใช้เวลา ความเหงาและความว้าเหว่ที่ตามมาหลังจากกลับมาทำงานคนเดียว ก็เป็นผลจากการเปรียบเทียบประสบการณ์ (comparative suffering) ระหว่างสองโลกที่คุณต้องสลับไปมาอย่างกะทันหัน มันไม่ได้หมายความว่าคุณไม่สามารถอยู่ในทั้งสองโลกได้ แต่หมายถึงคุณกำลังขาดทักษะในการสลับบทบาท (role transition) อย่างราบรื่น

การเริ่มต้นจัดการกับปัญหานี้ ควรเริ่มจากการสร้างโครงสร้างชีวิตที่สมดุล ก่อนที่จะก้าวไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ลึกซึ้งกว่า เริ่มจากการตั้งกฎเกณฑ์ง่าย ๆ สำหรับตัวเอง เช่น การกำหนดเวลาทำงานและเวลาพักที่ชัดเจน การจัดสรรช่วงเวลาในแต่ละวันให้มีกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับโลกภายนอก แม้จะเป็นเพียงการออกไปซื้อของหรือเดินในสวนสาธารณะ สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความรู้สึกถูกตัดขาดโดยไม่ต้องพึ่งพาการสังสรรค์กับผู้คนทันที ทำให้คุณค่อย ๆ ปรับตัวกับการมีปฏิสัมพันธ์ขนาดเล็กก่อนที่จะก้าวไปสู่การสื่อสารที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

สำหรับความกลัวการสังคมที่คุณพบเมื่อต้องทำงานกับทีม สิ่งสำคัญคือการแบ่งปัญหาออกเป็นส่วนย่อยและจัดการทีละขั้นตอน เริ่มจากการวิเคราะห์สถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความกดดัน เช่น การประชุมออนไลน์ ว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ทำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจ เป็นเพราะความกังวลว่าจะถูกประเมิน ผิดหวังกับตัวเอง หรือกลัวว่าจะไม่สามารถแสดงออกได้ดีพอ? เมื่อเข้าใจต้นตอแล้ว คุณสามารถเตรียมตัวล่วงหน้าได้ เช่น การเขียนโครงร่างสิ่งที่จะพูด การฝึกซ้อมการนำเสนอกับตัวเอง หรือการใช้เทคนิคการหายใจเพื่อจัดการกับอาการกาย เช่น หัวใจเต้นเร็ว หากคุณรู้สึกว่าตนเองถูกบีบรัดด้วยความคาดหวัง ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า “สิ่งที่แย่ที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นคืออะไร?” และ “ผมจะรับมือกับมันอย่างไร?” การทำเช่นนี้จะช่วยลดความรุนแรงของความกลัวลงได้

การหาคนช่วยเหลือทางจิตวิทยาเป็นตัวเลือกที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับคนที่รู้สึกติดกับดักในวงจรของความเหงาและความกลัว เพราะนักจิตวิทยาสามารถช่วยคุณสำรวจรูปแบบความคิดที่อาจขัดขวางการปรับตัว เช่น ความคิดที่ว่า “ผมต้องสมบูรณ์แบบ” หรือ “ถ้าผมทำผิด ผมจะถูกปฏิเสธ” นอกจากนี้ยังสามารถช่วยคุณพัฒนาทักษะการจัดการอารมณ์และฝึกการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพอย่างเป็นขั้นตอน แต่หากคุณยังรู้สึกกลัวการพูดคุยกับคนแปลกหน้า คุณสามารถเริ่มต้นจากการปรึกษาออนไลน์ที่คุณสามารถเลือกใช้ชื่อปลอมหรือไม่เปิดกล้องได้ หรือเลือกนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญในเรื่องความวิตกกังวลทางสังคม (social anxiety) ซึ่งมักจะเข้าใจและช่วยให้คุณรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น คุณสามารถเริ่มจากการส่งข้อความหรืออีเมลก่อนที่จะพูดคุยผ่านเสียงหรือวิดีโอทีหลัง เพื่อให้คุณค่อย ๆ ปรับตัวกับการเปิดเผยตัวตน

สิ่งที่คุณอาจลืมไปคือการเชื่อมต่อกับผู้อื่นไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการพูดคุยกับคนแปลกหน้า คุณสามารถสร้างชุมชนขนาดเล็กจากคนที่คุณรู้จักและไว้วางใจก่อน เช่น การรวมกลุ่มกับเพื่อนเก่าหรือคนในวงการเดียวกันผ่านกิจกรรมที่คุณสนใจ เช่น กลุ่มอ่านหนังสือออนไลน์ กลุ่มเขียนสร้างสรรค์ หรือแม้กระทั่งการเล่นเกมออนไลน์ที่ต้องร่วมมือกัน การมี

พื้นที่ปลอดภัย

ที่คุณสามารถแสดงออกได้โดยไม่ต้องกังวลจะช่วยสร้างความมั่นใจและลดความรู้สึกโดดเดี่ยวลงได้ ทำให้คุณค่อย ๆ ขยายวงออกไปเรื่อย ๆ เมื่อรู้สึกพร้อม

สุดท้ายนี้ ขอให้คุณลดความกดดันต่อตัวเองในการที่จะต้อง“แก้ปัญหานี้ให้หมดไป” ภายในเวลาอันสั้น การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจต้องใช้เวลาและความอ่อนโยนต่อตัวเอง คุณไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะเป็นคนโดดเดี่ยวหรือคนสังคม แต่คุณสามารถหาจุดสมดุลที่คุณรู้สึกสบายใจที่สุดได้ ความเหงาและความกลัวไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นสัญญาณบอกเล่าว่าคุณกำลังต้องการอะไรบางอย่างในชีวิต การฟังสัญญาณเหล่านั้นและตอบสนองด้วยความเข้าใจจะนำคุณไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนมากกว่าการบังคับตัวเองให้เข้ากับกรอบใดกรอบหนึ่ง

ไม่พบคำตอบสำหรับคำถามของคุณ?
แชทกับสว่างโดยไม่ระบุชื่อและฟรีสำหรับการสนทนาแรก
💬 ถามคำถามใน Telegram