นักจิตวิทยาสว่าง

🧠 มนุษย์ + ปัญญาประดิษฐ์ = วิธีแก้ไขที่ดีที่สุด

ลูกชายวัย 8 ขวบมีปัญหาการเรียนและสมาธิสั้น พ่อแม่ควรช่วยเหลือและปรับตัวอย่างไร

สวัสดีครับ ผมชื่อธนวัฒน์ อายุ 27 ปี เป็นผู้ให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาออนไลน์ครับ ผมมีคำถามเกี่ยวกับครอบครัวและเด็กที่อยากขอคำปรึกษาครับ สถานการณ์: ผมเป็นพ่อลูกสอง คนโตอายุ 8 ขวบ เป็นเด็กผู้ชาย ชื่อต้น ครูที่โรงเรียนแจ้งมาว่าต้นมีปัญหาด้านการเรียนและพฤติกรรมในห้องเรียนบ่อยครั้ง ครูสังเกตว่าต้นไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ฟังครูสอนได้นาน ขี้ลืม ทำการบ้านไม่ครบ วอกแวกง่าย เวลาเล่นกับเพื่อนๆ บางครั้งก็หุนหันพลันแล่นจนเพื่อนไม่พอใจ บางครั้งก็ดูเหม่อลอย ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ที่บ้าน ต้นก็มีอาการคล้ายๆ กัน เวลาทำการบ้านต้องคอยนั่งเฝ้า หลีกเลี่ยงงานที่ต้องใช้ความพยายามนานๆ พูดแทรกเวลาพ่อแม่คุยกันบ่อย ผมและภรรยาพยายามพูดคุย ตักเตือน ลงโทษบ้าง แต่สถานการณ์ก็ไม่ดีขึ้น เรากังวลมากว่าปัญหานี้จะส่งผลต่ออนาคตการเรียนและทักษะสังคมของต้นในระยะยาว คำถาม: จากสถานการณ์ที่เล่ามา คุณคิดว่าต้นอาจมีอาการของโรคสมาธิสั้น (ADHD) หรือไม่? และถ้าใช่ เราควรเริ่มต้นช่วยเหลือต้นอย่างไรบ้าง ทั้งในด้านการเรียนที่โรงเรียนและการใช้ชีวิตสังคมที่บ้าน? มีเทคนิคหรือการบำบัดอะไรบ้างที่เหมาะกับเด็กวัยนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การฝึกหายใจจะช่วยได้ไหม? และพ่อแม่อย่างเราควรปรับตัวหรือเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดูอย่างไรเพื่อสนับสนุนต้นให้ดีที่สุด? ขอบคุณครับ

สว่าง

นักจิตวิทยาและ AI

พ่อกังวลเรื่องลูกชายวัย 8 ขวบที่มีอาการสมาธิสั้น กำลังปรึกษานักจิตวิทยาออนไลน์เพื่อหาวิธีช่วยเหลือทั้งที่บ้านและโรงเรียน

จากสถานการณ์ที่คุณธนวัฒน์เล่ามา พฤติกรรมของลูกชายวัย 8 ขวบอย่างต้นมีลักษณะที่สอดคล้องกับกลุ่มอาการสมาธิสั้น (ADHD) โดยเฉพาะประเภทผสมผสานระหว่างขาดสมาธิและหุนหันพลันแล่น แต่การวินิจฉัยที่แม่นยำต้องได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตวิทยาเด็ก เนื่องจากอาการเหล่านี้อาจมาจากสาเหตุอื่น เช่น ความเครียด พัฒนาการล่าช้า หรือปัญหาด้านการเรียนรู้เฉพาะด้าน

สำหรับวิธีการช่วยเหลือต้นในเบื้องต้น พ่อแม่สามารถเริ่มต้นด้วยการปรับวิธีการเลี้ยงดูและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะการจัดการตนเองของต้น โดยเน้นโครงสร้างที่ชัดเจน ความสม่ำเสมอ และการเสริมแรงในทางบวก แทนการลงโทษ ดังนี้

ในด้านการเรียนที่โรงเรียน ควรประสานงานกับครูเพื่อจัดสิ่งแวดล้อมในห้องเรียนที่ลดตัวกระตุ้น เช่น นั่งหน้าห้องใกล้ครู แบ่งงานออกเป็นช่วงสั้นๆ ใช้เครื่องมือช่วยจำ เช่น ตารางเวลา หรือสติ๊กเกอร์ติดตามงาน ให้เวลาพักระหว่างทำงานเพื่อปลดปล่อยพลังงาน และสื่อสารกับครูให้ใช้คำสั่งที่ชัดเจนและสั้น พร้อมให้เวลาต้นตอบสนอง เช่น "ต้น ลงมือทำข้อ 1 ก่อน" แทนที่จะสั่งให้ทำทั้งชุดการบ้านในคราวเดียว การใช้ระบบรางวัลเชิงบวก เช่น แต้มสะสมเพื่อแลกของรางวัล เมื่อต้นทำงานสำเร็จตามขั้นตอน ก็จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจได้ดีกว่าการตำหนิ

สำหรับการใช้ชีวิตที่บ้าน ควรสร้างกฎกติกาที่คาดเดาได้และสอดคล้องกัน เช่น กำหนดเวลาทำการบ้าน เวลาพัก และเวลานอนให้แน่นอน ใช้นาฬิกาจับเวลาแบบภาพเพื่อช่วยให้ต้นเห็นเวลาและกิจกรรมที่ต้องทำ แบ่งงานย่อย เช่น ทำการบ้านทีละ 10-15 นาที พัก 5 นาที โดยใช้เทคนิคโปโมโดโรที่ปรับให้เหมาะกับวัยเด็ก การฝึกทักษะการจัดการอารมณ์ เช่น การนับ 1-10 ก่อนตอบสนองเมื่อโมโห หรือใช้การหายใจลึกๆโดยให้ต้นหายใจเข้า 4 วินาที กลั้น 4 วินาที และหายใจออก 6 วินาที พร้อมกับภาพจินตนาการ เช่น พองลูกโป่งในท้อง หรือเป่าขนของสัตว์เล่น จะช่วยให้ต้นเรียนรู้ที่จะควบคุมตนเองเมื่อรู้สึกหงุดหงิด การฝึกสมาธิแบบง่ายๆ เช่น ฟังเสียงระฆังมินด์ฟูลเนส 1-2 นาที หรือเล่นเกมจับคู่ภาพ ก็สามารถช่วยพัฒนาความตระหนักรู้ในปัจจุบันได้ แต่ต้องทำอย่างสนุกสนานไม่กดดัน

พ่อแม่อย่างคุณธนวัฒน์และภรรยาควรปรับมุมมองและวิธีการตอบสนองต่อพฤติกรรมของต้น โดยเริ่มจากยอมรับว่าต้นไม่ได้ทำผิดโดยเจตนา แต่สมองของเขามีลักษณะการทำงานที่แตกต่างออกไป การใช้ภาษาที่ไม่ตำหนิ เช่น "ลูกกำลังพยายาม แต่สมองลูกวิ่งเร็วเกินไป เรามาช่วยกันหยุดมันนิดนึง" จะช่วยลดความรู้สึกผิดของต้น และทำให้เขารับฟังคำแนะนำมากขึ้น เมื่อต้นแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ควรมุ่งเน้นที่การสอนทักษะแทนการลงโทษ เช่น ถ้าต้นพูดแทรก ขอให้เขาใช้การ์ดสัญญาณ (เช่น ยกมือหรือถือป้าย "รอคอย") แทนการขัดจังหวะ และให้รางวัลเมื่อเขาทำได้สำเร็จ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ต้นแสดงอารมณ์ เช่น มุมสงบในห้อง ที่เขาสามารถไปนั่งเมื่อรู้สึกท่วมท้น ก็จะช่วยให้ต้นเรียนรู้ที่จะจัดการกับความรู้สึกของตนเอง

นอกจากนี้ ควรดูแลสุขภาพพื้นฐานของต้น ให้แน่ใจว่าเขานอนหลับพักผ่อนเพียงพอ (เด็กวัยนี้ควรนอน 9-12 ชั่วโมงต่อคืน) กินอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่ช่วยบำรุงสมอง เช่น โอเมก้า 3 จากปลาทะเล และลดน้ำตาลกับสีผสมอาหาร ซึ่งอาจกระตุ้นให้อาการแย่ลงได้ การออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือเล่นกีฬา ที่ช่วยปลดปล่อยพลังงานส่วนเกินและเพิ่มสารสื่อประสาทที่ช่วยในการจดจ่อ ก็เป็นสิ่งสำคัญมาก

หากพฤติกรรมของต้นส่งผลกระทบต่อการเรียนและชีวิตประจำวันอย่างมีนัยสำคัญ ควรพาไปพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินอย่างละเอียด ซึ่งอาจรวมถึงการทดสอบทางจิตวิทยาและประวัติพัฒนาการ ผู้เชี่ยวชาญอาจแนะนำการบำบัดพฤติกรรมเชิงบวก (Behavioral Therapy) เช่น โปรแกรมการฝึกพ่อแม่ (Parent Training) ที่สอนวิธีจัดการพฤติกรรมของเด็ก หรือการบำบัดทางประชาน (Cognitive Behavioral Therapy หรือ CBT) ที่ปรับให้เหมาะกับเด็ก เพื่อช่วยให้ต้นเรียนรู้ที่จะจัดการกับอารมณ์และพฤติกรรมของตนเอง ในบางกรณีอาจมีการประสานงานกับโรงเรียนเพื่อจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) ที่ปรับวิธีการสอนให้เหมาะกับต้น

สิ่งสำคัญที่สุดคือพ่อแม่ต้องดูแลสุขภาพจิตของตนเองด้วย การเลี้ยงดูลูกที่มีพฤติกรรมท้าทายอาจทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าและท้อแท้ ควรหากลุ่มสนับสนุน เช่น กลุ่มพ่อแม่เด็ก ADHD หรือปรึกษานักจิตวิทยาเพื่อเรียนรู้วิธีจัดการกับความเครียดของตนเอง การมองหาจุดแข็งของต้นและชื่นชมเขาเมื่อทำดี จะช่วยสร้างความมั่นใจและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่ลูก นอกจากนี้ ควรศึกษาความรู้เกี่ยวกับ ADHDจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย หรือเว็บไซต์ like ADDitude Magazine เพื่อเข้าใจและช่วยเหลือต้นได้อย่างถูกต้อง

สุดท้ายนี้ ขอฝากคำแนะนำสำหรับการสื่อสารกับต้น ให้ใช้ประโยคที่ชัดเจนและเป็นบวก เช่น "ลูกทำได้ดีมากที่นั่งทำการบ้านครบ 10 นาที" แทนที่จะพูดว่า "ทำไมลูกถึงทำไม่จบล่ะ" ใช้รูปแบบการสอนแบบสั้นและซ้ำๆ เนื่องจากเด็ก ADHD มักจำคำสั่งที่ยาวหรือซับซ้อนได้ยาก และที่สำคัญคืออย่าลืมเล่นกับต้นโดยไม่มีเงื่อนไข การเล่นอย่างอิสระจะช่วยสร้างความผูกพันและลดความตึงเครียดในครอบครัว

ไม่พบคำตอบสำหรับคำถามของคุณ?
แชทกับสว่างโดยไม่ระบุชื่อและฟรีสำหรับการสนทนาแรก
💬 ถามคำถามใน Telegram