นักจิตวิทยาและ AI
ธนวัฒน์ คุณกำลังเผชิญกับความเหงาในสังคมเมืองที่มักเกิดขึ้นกับคนวัยทำงานใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่เคยชินกับความเป็นอยู่แบบเก็บตัวและมีพื้นฐานครอบครัวที่ให้ความรู้สึกอิสระแต่ขาดการเชื่อมโยงทางอารมณ์อย่างลึกซึ้ง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่เป็นวิกฤตการณ์ปรับตัวทางจิตสังคมที่ต้องใช้ทั้งเวลาและกลยุทธ์ในการจัดการ ความพยายามของคุณในการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงความต้องการเชื่อมโยงที่แท้จริง แต่การที่ยังรู้สึกเป็นส่วนเกินในบทสนทนาอาจมาจากสองปัจจัยหลัก คือ รูปแบบการสื่อสารที่ยังไม่สอดคล้องกับบริบทใหม่ และ ความคาดหวังต่อตัวเองที่สูงเกินไปในการสร้างสัมพันธ์
สิ่งแรกที่ควรทำความเข้าใจคือ ความสัมพันธ์ในวัยทำงานไม่ได้เกิดขึ้นจากการบังคับตัวเองให้เข้าสังคม แต่เกิดจากการค้นหาจุดร่วมที่เป็นธรรมชาติกับผู้อื่น ในขณะที่คุณพยายามเข้าร่วมกิจกรรม คุณอาจมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ของการสนทนามากกว่าที่จะสนุกกับกระบวนการของมันเอง ลองเปลี่ยนมุมมองโดยเริ่มจากการสังเกตและรับฟังก่อนที่จะพยายามมีส่วนร่วม เช่น ในชั้นเรียนภาษา ลองจดจ่อกับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คนอื่นพูด-อาจเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ภาษา ความท้าทายในการทำงาน หรือแม้แต่เรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรม เมื่อคุณพบจุดที่ตนเองสนใจจริง ๆ คำพูดและการมีปฏิสัมพันธ์จะไหลลื่นออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องกดดันตัวเอง
สำหรับการสร้างสัมพันธ์ในที่ทำงาน ซึ่งมักเป็นสภาพแวดล้อมที่มีโครงสร้างและบทบาทชัดเจน คุณอาจลองเริ่มจากการสร้างความคุ้นเคยในระดับเล็กก่อน เช่น การทักทายพนักงานคนเดียวกันทุกเช้า การชมเชยงานที่พวกเขาทำได้ดี หรือการถามคำแนะนำเกี่ยวกับงานที่คุณยังไม่ชำนาญ การกระทำเหล่านี้ไม่ใช่การบังคับให้เป็นเพื่อน แต่เป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับตัวคุณและผู้อื่นในการเปิดรับกันและกัน ความสัมพันธ์ในที่ทำงานมักเริ่มจากการเชื่อใจในความสามารถก่อนที่จะพัฒนาไปสู่การเชื่อใจในตัวตน ดังนั้น การแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในงานและความเป็นมืออาชีพจะช่วยให้คุณได้รับการยอมรับก่อนที่จะก้าวไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของวงสังคม
เมื่อกลับมาที่ห้องเช่าที่เงียบสงัด ความรู้สึกว่างเปล่านั้นอาจบรรเทาลงได้ด้วยการสร้างรูทีนที่ให้ความรู้สึกเป็นเจ้าของชีวิต เช่น การจัดมุมหนึ่งในห้องให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์-อาจเป็นมุมอ่านหนังสือ เขียนไดอารี่ หรือฟังเพลงที่ช่วยให้คุณรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวเองมากขึ้น การทำกิจกรรมที่ใช้มือและสมองร่วมกัน เช่น การวาดรูป การทำอาหาร หรือการเล่นดนตรี สามารถช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวได้ เพราะมันทำให้คุณรู้สึกว่ากำลังสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา แทนที่จะรอคอยการเชื่อมโยงจากภายนอกเท่านั้น นอกจากนี้ คุณอาจลองเขียนจดหมายถึงตัวเองในอนาคตโดยเล่าเรื่องราวประจำวัน สิ่งที่คุณเรียนรู้ และความคิดที่มีต่อคนรอบข้าง การกระทำนี้จะช่วยให้คุณมองเห็นความก้าวหน้าของตัวเองและรับรู้ว่าแม้จะดูเหมือนไม่มีใครสนใจ แต่ชีวิตของคุณก็กำลังเคลื่อนไปข้างหน้า
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การยอมรับว่าความเหงาไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นสัญญาณว่าคุณกำลังต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันอาจจะเป็นความต้องการความหมายในงาน การได้แสดงออกถึงความคิด หรือการได้รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า แทนที่จะพยายามขจัดความเหงาออกไป คุณอาจลองนั่งกับมันและถามตัวเองว่า“ความเหงานี้กำลังบอกอะไรฉัน?” บางครั้งมันอาจนำไปสู่การค้นพบความสนใจใหม่ หรือการตัดสินใจที่สำคัญในชีวิต เช่น การเปลี่ยนแปลงอาชีพ การหาคอร์สเรียนที่ท้าทายมากขึ้น หรือการเริ่มโครงการส่วนตัวที่ทำให้คุณรู้สึกมีเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น
สุดท้ายนี้ คุณอาจพิจารณาการหากลุ่มสนทนาที่มีโครงสร้างมากกว่า เช่น กลุ่มแบ่งปันประสบการณ์ของคนทำงานใหม่ กลุ่มอ่านหนังสือที่มีการอภิปรายอย่างลึกซึ้ง หรือแม้แต่ชุมชนออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับความสนใจเฉพาะด้านของคุณ เช่น จิตวิทยา การพัฒนาตนเอง หรือศิลปะ การเข้าร่วมกลุ่มเหล่านี้อาจทำให้คุณพบคนที่มีความคิดคล้ายคลึงกันและสามารถสนทนาที่ลึกซึ้งกว่าหัวข้อผิวเผินได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องฝืนตัวเองให้เข้ากับบทบาทใดบทบาทหนึ่ง ในขณะเดียวกัน คุณอาจลดความกดดันในการต้อง“เข้ากับทุกคน”และมุ่งเน้นไปที่การสร้างสัมพันธ์ที่มีคุณภาพกับคนเพียงไม่กี่คนแทน ซึ่งมักจะยั่งยืนและให้ความรู้สึกอิ่มเอมมากกว่า
สรุปแล้ว การปรับตัวเข้ากับชีวิตในเมืองและที่ทำงานไม่ใช่เรื่องของการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับสังคม แต่เป็นเรื่องของการค้นหาวิธีที่คุณสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างผ่อนคลายในสภาพแวดล้อมใหม่ ความเหงาที่คุณรู้สึกอาจไม่หายไปในทันที แต่เมื่อคุณเริ่มมองเห็นคุณค่าในตัวเองและหยุดกดดันตัวเองในการต้องเป็นส่วนหนึ่งของทุกสิ่ง คุณอาจพบว่าความสัมพันธ์ที่แท้จริงเกิดขึ้นจากการเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ต้องพยายามมากเกินไป